ฆ่าตัวตายด้วยการให้รถไฟฟ้าทับ : ป้องกันอย่างไร รวมทั้งในกรณีอื่น ๆ

ผู้เขียน : ศ.นพ.พิเชฐ อุดมรัตน์
สมาคมจิตแพทย์แห่งประเทศไทย

 


เมื่อวันที่ 12 สิงหาคม 2549 หนังสือพิมพ์หลายฉบับ ได้ลงข่าวหน้าหนึ่งว่า เกิดเหตุนักศึกษาหนุ่มกระโดดลงจากชานชาลา สถานีรถไฟฟ้าบีทีเอส ที่สถานีอโศก เข้าใจว่าเป็นความตั้งใจที่จะฆ่าตัวตาย เพราะจากรายงานข่าวได้พบสมุดที่เจ้าตัวเขียนข้อความรำพึงรำพันเอาไว้ โดยสรุป เป็นการบอกว่าตนเองทำผิดไว้มากเกินไป และกินเหล้าจนคุมตัวเองไม่ได้ พร้อมทั้งบอกลา พ่อแม่ พี่ชาย และเพื่อน ๆ โดยบอกว่ารักทุกคน นับว่าเป็นรายแรกในรอบ 6 ปีครึ่งที่รถไฟฟ้าบีทีเอสของไทยได้เปิดบริการมา จากข่าวระบุว่า ดร.อาณัติ อาภาภิรม ที่ปรึกษาคณะกรรมการบริหารบริษัทระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพฯ จำกัด (มหาชนได้แถลงว่า เรื่องนี้ทางบริษัทมีความเป็นห่วงมาโดยตลอด เนื่องจากมีกรณีการกระโดดฆ่าตัวตาย เพื่อให้รถไฟฟ้าทับในประเทศเพื่อนบ้านบ่อยครั้ง และบริษัทได้มีการฝึกซ้อมมาตรการรักษาความปลอดภัยเป็นประจำ โดยเฉพาะการป้องกันผู้ที่จะฆ่าตัวตายด้วยการกระโดดลงราง โดยครั้งล่าสุดที่มีการฝึกซ้อมกันคือ เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา แต่ในส่วนการฝึกซ้อมป้องกันการฆ่าตัวตายนี้ ไม่ได้มีการประชาสัมพันธ์ เนื่องจากเกรงว่าจะมีพฤติกรรมลอกเลียนแบบ


          ความจริงเรื่องการฆ่าตัวตาย ด้วยการกระโดดลงรางให้รถไฟทับนั้น ไม่ใช่เรื่องใหม่ เพียงแต่เปลี่ยนจากรถไฟธรรมดา มาเป็นรถไฟฟ้าเท่านั้น ในต่างประเทศก็ได้มีรายงานอยู่เนือง ๆ รวมทั้ง การกระโดดให้รถไฟใต้ดินทับด้วย การป้องกันเรื่องนี้ จึงต้องทำอย่างรอบด้าน เช่น

  • การป้องกันที่ตัวอาคารสถานีรถไฟฟ้าบีทีเอส ด้วยการติดตั้งกระจกรอบชานชาลาสถานีรถไฟฟ้า (ถ้าสามารถทำได้) และส่วนของกระจกที่เป็นประตูนี้จะเปิดก็ต่อเมื่อรถไฟฟ้ามาจอดเทียบสถานีแล้ว เมื่อประตูรถไฟฟ้าเปิดออก ประตูตรงชานชาลาก็เปิดออกพร้อมกันไปด้วย เช่นเดียวกับระบบประตูของรถไฟฟ้ามหานคร หรือรถไฟฟ้าใต้ดิน
  • การป้องกันผู้ที่จะฆ่าตัวตาย แม้จะป้องกันสถานีรถไฟฟ้าได้ดีเพียงใดก็ตาม แต่ผู้จะฆ่าตัวตายก็ยังคงฆ่าตัวตายอยู่ดี เพียงแต่อาจจะเปลี่ยนวิธีไปใช้วิธีอื่นแทน ทั้งนี้จากการศึกษาขององค์การอนามัยโลกพบว่า มากกว่าร้อยละ 90 ของผู้ที่ฆ่าตัวตายสำเร็จนั้น มักป่วยเป็นโรคทางจิตเวชโรคใดโรคหนึ่ง หรือมีปัญหาจากการใช้สารเสพติด หรือปัญหาจากการดื่มสุรา แต่ไม่ได้รับการวินิจฉัย หรือไม่ได้รับการรักษาอย่างต่อเนื่อง

           อย่างไรก็ตาม เป็นที่น่ายินดีว่า ในปัจจุบันนี้กรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข ได้ให้ความสำคัญเรื่อง การลดอัตราการฆ่าตัวตายของคนไทยอย่างจริงจัง เนื่องจากเป็นดัชนีชี้วัดที่สำคัญอย่างหนึ่งของโครงการเมืองไทยแข็งแรง คนไทยแข็งแรง (Healthy Thailand) จึงทำให้อัตราการฆ่าตัวตายของคนไทยลดลง จากเดิมที่เคยอยู่ในอัตรา 7 ถึง 8 ต่อ 100,000 ประชากรต่อปี ลดลงมาล่าสุดอยู่ที่ 6.3 ต่อ 100,000 ประชากรต่อปี เท่านั้น

          ความใส่ใจต่อคนใกล้ชิดตัวเรา จึงเป็นวิธีสำคัญอีกวิธีหนึ่งที่จะช่วยป้องกันการฆ่าตัวตายของคนที่เรารักได้ หากเห็นว่าคนใกล้ชิดเรามีอาการหรือพฤติกรรมที่เปลี่ยนไปจากเดิม เช่น ซึมลง แยกตัว นอนไม่หลับ เตรียมยกข้าวของที่สำคัญให้กับคนใกล้ชิด ไปบริจาคร่างกายหรือดวงตาให้กับหน่วยงานทางการแพทย์ พูดหรือบอกซ้ำ ๆ ว่าอยากตาย ไม่อยากมีชีวิตอยู่อีกต่อไป โดยเฉพาะหากคนเหล่านั้นป่วยเป็นโรคเรื้อรัง ที่รักษาไม่หายอยู่แล้ว ถือว่ามีความเสี่ยงอย่างมาก สมควรที่จะได้พาไปตรวจรักษากับแพทย์โดยด่วน เพื่อจะได้ประเมินความเสี่ยงและให้การวินิจฉัยที่ถูกต้อง จะได้ให้การดูแลรักษาที่เหมาะสมต่อไป

          ด้วยเหตุที่การฆ่าตัวตาย เป็นปัญหาทางการแพทย์ที่สำคัญปัญหาหนึ่งของทุกประเทศทั่วโลก ทางสมาพันธ์สุขภาพจิตโลก (World Federation for Mental Health, WFMH) จึงได้ร่วมกับสมาคมนานาชาติเพื่อป้องกันการฆ่าตัวตาย (International Association for Suicide Prevention, IASP) ได้กำหนดให้วันที่ 10 กันยายน ของทุกปี เป็นวันป้องกันการฆ่าตัวตายโลก (World Suicide Prevention Day) มาตั้งแต่ปี พ.ศ.2546 สำหรับในปี พ.ศ.2549 ได้กำหนดคำขวัญของวันที่ 10 กันยายน ไว้ว่า “ด้วยความเข้าใจ, ความหวังใหม่” (With Understanding, New Hope)

          ขณะเดียวกัน ในวันที่ 10 ตุลาคมของทุกปี ซึ่งเป็นวันสุขภาพจิตโลก (World Mental Health Day, WMH Day) นั้น ในปีนี้ทางสมาพันธ์สุขภาพจิตโลก ยังได้กำหนดคำขวัญประจำปีไว้ว่า “สร้างความตระหนัก – รู้จักลดความเสี่ยง : โรคทางจิตเวชและการฆ่าตัวตาย” (Building Awareness – Reducing Risk : Mental Illness and Suicide) เพื่อให้ทุกประเทศได้ตระหนักถึงความสำคัญของโรคทางจิตเวชมากยิ่งขึ้น เพราะทางสมาพันธ์สุขภาพจิตโลก ต้องการเน้นว่า โรคทางจิตเวชนั้น เป็นปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญต่อการฆ่าตัวตาย การรีบรักษาโรคทางจิตเวช (เช่นโรคซึมเศร้า, โรคจิตเภท ฯลฯ) อย่างไม่ชักช้า จึงเท่ากับว่าเป็นการป้องกันการฆ่าตัวตายในอนาคตด้วย

          สำหรับในประเทศไทยนั้น หลายหน่วยงานก็ได้เตรียมการรณรงค์ในเรื่องนี้ เช่น กรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข, สมาคมจิตแพทย์แห่งประเทศไทย เป็นต้น โดยในส่วนของสมาคมจิตแพทย์แห่งประเทศไทยนั้น ที่ประชุมของคณะกรรมการอำนวยการสมาคมจิตแพทย์แห่งประเทศไทย ครั้งที่ 5/2549 เมื่อวันที่ 13 กรกฎาคม 2549 มีมติว่าในปีนี้ ทางสมาคมฯ จะรณรงค์ให้เห็นความสำคัญที่จะช่วยเหลือในกลุ่มของญาติ หรือคนใกล้ชิดที่ต้องสูญเสียคนที่ตัวเองสนิทมากไปกับการฆ่าตัวตาย หรือเรียกว่า “ผู้ทุกข์ใจเพราะคนใกล้ชิด ได้เสียชีวิตจากการปลิดชีพตัวเอง (suicide survivors)” เนื่องจากพบว่าคนเหล่านี้หลายคนที่มีปฏิกิริยาจากความสูญเสีย พลัดพรากจากไปของคนใกล้ชิด บางคนซึมเศร้า โทษตัวเองว่าเป็นผู้ผิดหรือเป็นเหตุให้คนใกล้ชิดต้องฆ่าตัวตาย โดยคนเหล่านี้หลายคน ไม่ได้มารับบริการรับคำปรึกษาหรือตรวจรักษาจากทางการแพทย์ เพราะเข้าใจว่า เวลาจะเยียวยาใจหรือปล่อยไปสักพักก็คงทำใจได้เอง ในทางการแพทย์ได้มีหลัก ง่าย ๆ อยู่ว่า หากปฏิกิริยาเศร้าโศกเสียใจนั้นมีมากเกินไป จนคนเหล่านั้นไม่สามารถทำงานหรือใช้ชีวิตในสังคมตามปกติได้ หรือเป็นเวลานานเกินไป คือนานกว่า 3 ถึง 6 เดือน ก็ให้ถือว่าควรพามารับบริการทางการแพทย์โดยเร็ว

          ขอพวกเราจงมาช่วยกัน ดูแลคนใกล้ชิด “ ด้วยจิตใจที่เปี่ยมไปด้วยความเข้าใจ และมีความหวังใหม่” เพื่อป้องกันการฆ่าตัวตาย ไม่ให้เกิดขึ้นกับคนใกล้ชิดของเรา ไม่ว่าจะด้วยวิธีการกระโดดลงรางให้รถไฟฟ้าทับหรือด้วยวิธีอื่นใดก็ตาม