ผลกระทบด้านจิตใจจากเหตุการณ์คลื่นยักษ์ถล่ม 6 จังหวัดภาคใต้

ข้อเสนอแนะและแนวทางปฏิบัติ

ราชวิทยาลัยจิตแพทย์แห่งประเทศไทย เหตุการณ์คลื่นยักษ์สุนามิถล่ม 6 จังหวัดภาคใต้ของประเทศไทย และประเทศอื่น ๆ ในเขตมหาสมุทรอินเดีย เมื่อวันที่ 26 ธันวาคม 2547 นับเป็นภัยธรรมชาติที่สร้างความสูญเสียต่อมวลชนมนุษยชาติครั้งร้ายแรงที่สุดของโลก เหตุภัยพิบัติที่สร้างความสูบเสียในชีวิตและทรัพย์สินครั้งร้ายแรงที่สุดครั้งหนึ่งสำหรับประเทศไทยและสังคมโลกนี้ย่อมส่งผลกระทบอย่างกว้างขวางในระยะยาว ทั้งในระดับบุคคล ครอบครัว ชุมชน และในระดับประเทศอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ จึงมีความจำเป็นที่ทุกฝ่ายจะต้องร่วมแรงร่วมใจกันฟื้นฟูความสูญเสียในทุก ๆ ด้าน รวมทั้งหาทางป้องกันปัญหาและผลกระทบที่จะเกิดตามมาในอนาคตให้ได้มากที่สุด ผลกระทบที่สำคัญที่สุดประการหนึ่งที่จะเกิดจากภัยพิบัติครั้งนี้คือผลกระทบด้านจิตใจ ซึ่งมีปัญหาได้ทั้งในระยะสั้นและในระยะยาว และเป็นเรื่องที่ทั้งภาครัฐและประชาชนจำเป็นจะต้องทำความเข้า เพื่อวางแผนเยียวยาแก้ไขและฟื้นฟูสภาพจิตใจของผู้ได้รับผลกระทบในทุกระดับอย่างทันการณ์ ราชวิทยาลัยจิตแพทย์แห่งประเทศไทยได้จัดการประชุมเร่งด่วนเพื่อทบทวนองค์ความรู้ และหารือเกี่ยวกับมาตรการและแนวทางในการช่วยเหลือ ฟื้นฟู และป้องกันปัญหาที่เกิดขึ้นจากผลกระทบด้านจิตใจหลังเหตุการณ์วิปโยคในครั้งนี้ และมีข้อสรุปที่สำคัญเรื่องผลกระทบด้านจิตใจจากภัยพิบัติ และข้อเสนอแนะเพื่อเป็นแนวทางปฏิบัติในการฟื้นฟูสภาวะจิตใจของประชาชนในสังคมไทยที่ได้รับผลกระทบดังนี้คือ

องค์ความรู้พื้นฐาน

ความรู้ความเข้าใจที่จำเป็นเพื่อที่จะจัดการกับปัญหานี้ได้ประกอบด้วย 3 ประเด็นที่สำคัญคือ
1. ใครคือผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ครั้งนี้บ้าง?
ประเด็นแรกที่จำเป็นต้องเข้าใจว่าใครบ้างคือผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ ซึ่งสามารถแบ่งได้เป็น 5 ระดับคือ
1. ผู้ได้รับผลกระทบเหตุการณ์โดยตรง เช่นผู้ได้รับบาดเจ็บ ผู้ที่ต้องเผชิญกับภัยพิบัติโดยตรงและต้องหนีเอาชีวิตรอดมา หรือผู้ต้องสูญเสียบุคคลใกล้ชิดหรือทรัพย์สิน ซึ่งจะเป็นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบรุนแรงที่สุด และมีโอกาสที่จะมีปัญหาทางจิตใจมากที่สุด
2. ครอบครัวและคนใกล้ชิดของผู้ที่ได้รับความสูญเสียโดยตรง ซึ่งจะได้รับผลกระทบจากปัญหาของผู้สูญเสีย
3. ผู้ให้ความช่วยเหลือและกู้ภัย โดยเฉพาะส่วนที่ต้องเผชิญกับเหตุการณ์และสูญเสียต่าง ๆ อย่างใกล้ชิด รวมทั้งอาจต้องเสี่ยงภัยในการให้ความช่วยเหลือด้วย เช่นเจ้าหน้าที่ที่ต้องค้นหาศพ รื้อซากปรักหักพัง บุคลกรทางการแพทย์และพยาบาลที่ต้องรักษาผู้บาดเจ็บจำนวนมาก เป็นต้น นอกจากนี้ในบางกรณีผู้ให้ความช่วยเหลือเหล่านี้อาจมีฐานะเป็นผู้สูญเสียในระดับแรกและระดับที่สองร่วมด้วยได้
4. บุคคลอื่น ๆ ในชุมชนที่แม้จะไม่ได้รับผลกระทบโดยตรง แต่ก็มีความเกี่ยวข้อง และมีความเห็นอกเห็นใจรวมทั้งมีอารมณ์ร่วมกับผู้สูญเสีย
5. ประชาชนทั่วไปในสังคมซึ่งได้รับผลกระทบจากข่าวสารในวงกว้าง

นอกจากผู้ได้รับผลกระทบ 5 ระดับดังกล่าวแล้วยังมีกลุ่มที่มีลักษณะเฉพาะอื่น ๆ
ที่ต้องคำนึงถึงเป็นกรณีพิเศษ ได้แก่ เด็ก ผู้สูงอายุ คนพิการ และผู้ที่มีปัญหาสุขภาพไม่ว่าจะเป็นด้านร่างกายหรือด้านจิตใจอยู่ก่อนแล้ว เนื่องจากกลุ่มต่าง ๆ ดังกล่าวมีโอกาสที่จะได้รับผลกระทบและเกิดปัญหาได้มากเป็นพิเศษ
2. ปฏิกิริยาในระยะต่าง ๆ ต่อผลกระทบจากเหตุการณ์
ปฏิกิริยาที่เกิดขึ้นในแต่ระยะหลังเหตุภัยพิบัติจะมีการคลี่คลาย และมีความแตกต่างกันออกไปในแต่
ละระยะ จึงจำเป็นต้องเข้าใจและเตรียมการให้พร้อมเพื่อป้องกันปัญหาที่จะเกิดขึ้นในแต่ละระยะ
1. ระยะแรก ระยะแรกทันทีหลังจากการเกิดปัญหาขึ้นมักจะเต็มไปด้วยความสับสน อลหม่าน ผู้ประสบภัยพยายามเอาตัวรอด และผู้ให้ความช่วยเหลือต้องพยาบาลให้ความช่วยเหลือเฉพาะหน้าอย่างเต็มที่โดยอาจไม่มีความพร้อมผู้ประสบภัยอาจมีความรู้สึกตระหนัก หวาดกลัว หรือมึนชาไม่รับรู้เหตุการณ์ใด ๆ
การจัดการให้เกิดปัญหาในระยะนี้น้อยที่สุดจะทำได้โดยมีการเตรียมระบบการช่วยเหลือ และบุคลากรไว้อย่างพร้อมเพรียง ทำนองเดียวกับการเตรียมระบบป้องกันและรับมือกับเหตุการณ์ไฟไหม้
2. ระยะที่สอง เป็นระยะที่เริ่มควบคุมเหตุการณ์ได้ และเริ่มมีการให้ความช่วยเหลือซึ่งอาจเริ่มในสองสามวันแรกและดำเนินการต่อไปหลายสัปดาห์หรือเป็นเดือน ระยะนี้จะเป็นระยะที่ประชาชนเริ่มได้รับข่าว จะมีกำลังใจและการช่วยเหลือหลั่งไหลมามากมาย มีผู้ที่ทุ่มเทตนเองลงไปเป็นอาสาสมัครให้การช่วยเหลืออย่างสุดตัว จนอาจไม่ยอมพักผ่อน จะมีคำมั่นสัญญา การให้ความหวัง และกำลังใจมากมาย
ปัญหาในระยะนี้คืออาจมีความช่วยเหลือล้นเกินและไม่สอดคล้องกับปัญหาและความจำเป็นของผู้ประสบภัยโดยเฉพาะถ้าขาดระบบการประสานงานและไม่มีเจ้าภาพหลักในการจัดการประสานความช่วยเหลือทั้งหมด รวมทั้งอาจส่งผลให้ผู้ประสบภัยขาดพลังและการมีส่วนรวมในการแก้ไขปัญหาของตนเองหากจัดการไม่เหมาะสม
3. ระยะที่สาม เริ่มตั้งแต่ 1-2 เดือนหลังเหตุการณ์ เป็นระยะที่เหตุการณ์เริ่มจางไปจากความรู้สึกองประชาชนภายนอก สื่อมวลชนอาจให้ความสนใจน้อยลง ความช่วยเหลือเริ่มลดน้อยลง ความช่วยเหลือเริ่มลดน้อยลง อาสาสมัครเริ่มต้องกลับไปดำเนินชีวิตตามปกติของตนเองต่อไป ในขณะที่ในความเป็นจริงผู้ประสบภัยยังคงต้องเผชิญปัญหาต่อไป ต้องพยายามปรับตัวกับชีวิตและการเลี้ยงชีพ การขาดรายได้ ต้องพยายามสร้างเนื้อสนร้างตัวใหม่ รวมทั้งอาจมีปัญหาด้านจิตใจเช่นความวิตกกังวลกับอนาคตที่ไม่แน่นอนหรือความเศร้าโศกจาการสูญเสียอย่างใหญ่หลวงที่ยังไม่อาจทำได้ รวมทั้งความรู้สึกหวาดผวาจากภัยพิบัติรุนแรงที่ยังไม่จางหายไป
ปัญหาที่อาจเกิดในระยะนี้คือความรู้สึกผิดหวัง รู้สึกน้อยใจที่ถูกทอดทิ้ง รู้สึกโกรธ อาจมีการชุมนุม ประท้วง หรือเกิดความรู้สึกไม่ดีโดยเฉพาะกับภาครัฐปัญหาในระยะนี้สามารถป้องกันได้โดยการวางแผนการช่วยเหลืออย่างต่อเนื่องและเป็นระบบในระยะยาวเพื่อให้ผู้ประสบภัยสารมารถพึ่งตนเองได้
4. ระยะที่สี่ ระยะฟื้นตัว ประชาชน และชุมชนที่ประสบภัยเริ่มตระหนักว่าตนจะต้องแก้ปัญหาด้วยตนเองเป็นหลัก และสามารถเดินหน้าต่อไปได้ ระยะนี้จะเกิดได้ดีขึ้นถ้ามีการเสริมศักยภาพและการมีส่วนร่วมของผู้ประสบภัยและชุมชนในการแก้ปัญหาของตนเองอย่างจริงจังตั้งแต่ต้น
การเข้าใจลักษณะการคลี่คลายของเหตุการณ์เป็นระยะต่าง ๆ นี้จะเป็นพื้นฐานที่สำคัญในการวางแผนฟื้นฟูในทุกด้าน
3. ความสัมพันธ์ระหว่างสภาวะจิตใจกับผลกระทบด้านอื่น ๆ
ผลกระทบด้านจิตใจไม่ได้ดำรงอยู่โดด ๆ แต่มีความเชื่อมโยงกับปัญหาด้านอื่น ๆ เช่นความเป็นอยู่
และการยังชีพ การได้รับข่าวสารข้อมูลที่ถูกต้อง การให้ความช่วยเหลือจึงควรทำอย่างเป็นระบบ และสอดคล้องกับความเป็นจริงของผู้ประสบภัยในระยะเวลาต่าง ๆ โดยไม่จำเป็นต้องแยกการให้การดูแลออกมาโดด ๆ แต่ควรผสมผสานไปกับการช่วยเหลือด้านอื่น ไ ที่ทำไปโดยเข้าใจสภาพจิตใจและความต้องการของผู้ประสบภัย

ข้อเสนอแนะและแนวทางปฏิบัติ

1. คำนึงถึงผู้ได้รับผลกระทบทุกระดับและทุกกลุ่ม นอกจากกลุ่มผู้ประสบภัยโดยตรงแล้ว ควรให้ความสนใจกลุ่มบุคลากรและอาสาสมัคร รวมทั้งประชาชรทั่วไปในสังคมที่ได้รับผลกระทบจากสื่อด้วย และควรให้ความสนใจกับประชากรที่มีลักษณะพิเศษ เช่นเด็กและคนพิการด้วย
2. คำนึงถึงแผนการระยะยาวโดยเข้าใจระยะต่าง ๆ ของปฏิกิริยาต่อผลกระทบ เริ่มตั้งแต่มีแผนรับภัยพิบัติทั้งภัยธรรมชาติ และภัยจากน้ำมือมนุษย์อย่างเป็นระบบ มีการเตรียมและซักซ้อมระบบและบุคลากรล่วงหน้า มีการจัดระบบประสานความช่วยเหลือต่อเนื่องในระยะยาว ดังตัวอย่างการที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ทรงพระมหากรุณาธิคุณให้การอุปถัมภ์เด็กกำพร้าด้านการศึกษาในระยะยาว
3. มีการประสานการให้ความช่วยเหลือต่าง ๆ อย่างเป็นระบบและต่อเนื่อง เพื่อไม่ให้เกิดความช่วยเหลือที่ล้นเกินขาดทิศทาง และไม่สอดคล้องกับความต้องการและสภาพความเป็นจริงของผู้ประสบภัย มีการสร้างระบบแกนกลางที่สามารถเชื่อมองค์กรและกลุ่มต่าง ๆ ในการช่วยเหลืออย่างเป็นระบบ มีประสิทธิภาพและความโปร่งใส และมีการกระจายความช่วยเหลืออย่างเสมอภาคและเป็นธรรม
4. เน้นการมีส่วนรวมของชุมชนและกลุ่มผู้ประสบภัยเอง โดยเริ่มต้นจากการประเมินความต้องการของชุมชนที่ประสบภัยอย่างต่อเนื่อง ให้ชุมชนเข้ามามีบทบาทร่วมในระบบประสานความช่วยเหลือ และการร่วมแก้ปัญหาของตนเองอย่างเป็นฝ่ายกระทำ ซึ่งจะก่อให้เกิดผลดีด้านจิตใจในชุมชน ทำให้มีความหวัง มีขวัญกำลังใจดี และเชื่อมั่นในพลังตนเอง และจะเป็นปัจจัยป้องกันสุขภาพจิตภายหลังเหตุภัยพิบัติได้เป็นอย่างดี
5. ใช้โครงสร้างพื้นฐานของชุมชนในการแก้ปัญหา เพื่อให้ชุมชนสามารถดูแลตนเองได้ในระยะยาว การช่วยเหลือนอกจากระยะเฉพาะหน้าจริง ๆ ควรใช้โครงสร้างพื้นฐานของชุมชน และทรัพยากรที่มีอยู่ในชุมชน เช่น ผู้นำชุมชน พระและผู้นำทางศาสนาอื่น ๆ ครู บุคลากรสาธารณสุขในชุมชน โรงเรียน สถานีอนามัย เป็นโครงสร้างพื้นฐานเนื่องจากอาสาสมัครและผู้ช่วยเหลือภายนอกจะขาดความยั่งยืน ตัวอย่างเช่นการดูแลปัญหาด้านจิตใจควรสร้างระบบให้ความรู้และพัฒนาทรัพยากรบุคคลในชุมชน หรือระบบที่มีอยู่ในท้องถิ่นให้สามารถทำงานส่งเสริมป้องกันและให้การช่วยเหลือในระยะต้นตลอดจนส่งต่อในกรณีที่จำเป็นได้
6. มีการสื่อสารที่ชัดเจน ไม่สับสน อย่างสม่ำเสมอทุกระยะ เพราะปัจจัยที่มีผลต่อจิตใจมากที่สุดประการหนึ่งคือความสับสน ข่าวลือ ข้อมูลที่ไม่ชัดเจน หรือขัดแย้งกันเอง รัฐบาลจำเป็นจะต้องจัดการให้มีการสื่อสารที่ชัดเจนในประเด็นสำคัญ ๆ อย่างเป็นเอกภาพ
7. เน้นศักยภาพและการฟื้นฟู ไม่เน้นแต่ปัญหา ความอ่อนแอ และภาพเหตุการณ์ การสื่อสารต่าง ๆ ในสังคมโดยเฉพาะการรายงานข่าวของสื่อมวลชนควรเน้นความก้าวหน้าของการแก้ไขปัญหา และการฟื้นฟู ตลอดจนศักยภาพของชุมชนและผู้ประสบภัยเป็นด้านหลักเพื่อสร้างความหวังและการมองไปในอนาคตอย่างมั่นใจ